แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาคเหนือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาคเหนือ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

เลียบแม่น้ำโขง สู่เวียงแก่น ขึ้นภูดูทะเลหมอก 2.


แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า เรื่องและภาพ
*ยกเว้นภาพช่องเขาขาดถ่ายโดย นพรัตน์ ละมุล
ตีพิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพธุรกิจ ฉบับเสาร์สวัสดี




ณ บริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของกองพล 93 ซึ่งเป็นกองพลของนายพลหลี่หมี นายพลจากประเทศจีนที่เข้ามาช่วยไทยร่วมรบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) บนยอดดอยจะมีศาลาที่สร้างอุทิศให้นายพลหลี่หมีตั้งอยู่




ณ บริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของกองพล 93 ซึ่งเป็นกองพลของนายพลหลี่หมี นายพลจากประเทศจีนที่เข้ามาช่วยไทยร่วมรบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) บนยอดดอยจะมีศาลาที่สร้างอุทิศให้นายพลหลี่หมีตั้งอยู่


ยอดสุดของดอยผาตั้งนี้ยังมีจุดชมวิวที่น่าสนใจ คือ “ผาบ่อง” (บ่องแปลว่าช่องหรือประตู) ถือว่าเป็น “ประตูสยามสู่ลาว” มีลักษณะเป็นช่องหินขนาดใหญ่คนเดินลอดได้อยู่ในแนวหน้าผา สามารถมองเห็นทิวทัศน์ และแม่น้ำโขงที่ไหลอยู่ในประเทศลาวได้ แต่ตอนที่ผมไปนั้นทางการได้เอาไม้ไผ่ตีปิดเอาไว้ ไม่ทราบเช่นกันว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่ไกลจากผ่าบ่องด้านขวามือมี “ช่องเขาขาด” เป็นช่องเขาที่หินขาดจากกัน สามารถมองเห็นแม่น้ำโขงพาดผ่านตรงช่องเขาขาดพอดี โดยเฉพาะถ้ามาช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม ดอกนางพญาเสือโคร่งและดอกเสี้ยวจะบานสะพรั่งงดงาม ทั้งทะเลหมอกที่นี้ก็สวยงามไม่แพ้ภูชี้ฟ้าเลย


ส่วนที่พักด้านบนนั้นจะมีลานให้กางเต็นท์ได้ แต่ถ้ามาในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวราวเดือน ธันวาคมก็จะมีชาวบ้านขึ้นมาขายอาหาร (ถ้าไม่ได้มาช่วงเทศกาลก็อาจจะหายากหน่อย) อาหารที่ไม่น่าพลาดเลยก็คือขาหมู และหม่านโถว เรียกได้ว่า ใครมาที่ผาตั้งแล้วไม่ได้กินอาหารสองอย่างนี้ ก็เหมือนกับว่าไม่ได้มาดอยผาตั้งอย่างแท้จริงเลยทีเดียว ทว่าหากใครมาแล้วไม่ได้เตรียมเต็นท์มาก็มีชาวบ้านนำเต็นท์มาให้เช่าด้วย แต่ใครที่อยากจะนอนพักในสถานที่ที่มีความสะดวกสบายหน่อย ก็จะมีที่พักไว้บริการในราคาคืนละ 500 – 700 ไว้บริการที่ด้านล่าง ห่างจากจุดชมวิวและจุดกางเต็นท์ไม่เกิน 2 กิโลเมตร


ผมได้ความรู้จากเพื่อนผู้ร่วมทางว่า ดอยผาตั้งนั้นแท้จริงแล้วมิได้อยู่ตรงผาบ่องหรือช่องเขาขาด หากอยู่ตรงด้านนอก คือเมื่อเราเดินทางเข้ามาจากเส้น ปางหัด – ดอยผาตั้งราว 5 กิโลมองทางขวามือเราจะเห็นดอยลูกหนึ่งมีลักษณะเป็นผาตั้งอยู่นั้นหละคือดอยผาตั้งที่แท้จริง ส่วนที่เราเรียกว่าดอยผาตั้งรวมๆ กันนั้นก็มาจาก วันนัดพบ 10 ธันวาคม 2513 กำลังจากกองทัพ 3 และ 5  ได้เดินทางโดยรถยนต์ ทหารไทยเข้าสู่ดอยยาว ดอยผาหม่น ดอยหลวง เพื่อจัดตั้งหมู่บ้านแม่แอบ และ "บ้านผาตั้ง" ซึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.)  และต้องทำการรบราฆ่าฟันกันจนบ้านเมืองสันติสุข กลายมาเป็นผาตั้งจึงเริ่ม "ตั้ง" กันตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา


นอนพักเล่นที่ดอยผาตั้งซักคืนสองคืน ดูทะเลหมอกในยามเช้าและทะเลดาวในยามราตรีแล้วค่อยออกเดินทางกันต่อ




จากดอยผาตั้งวิ่งรถกลับลงดอยมาทางเก่า ตรงแยกปางหัดมีทางไปอำเภอเทิงไปตามทางเรื่อยๆ จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข 1155 จนถึงทางแยกขวาขึ้นสู่ภูชี้ฟ้าถ้ามารถโดยสารให้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางสายเชียงราย-เทิง ลงรถที่อำเภอเทิง (ถ้าจะไปดอยผาตั้งก็ให้ลงที่แยกปางหัด) จากนั้นเช่ารถขึ้นไปภูชี้ฟ้า แต่ผมไม่แนะนำคือถ้าไปกันมากกว่าสิบคนไม่เป็นไร แต่ถ้ามาน้อยคนค่าเหมารถก็เท่ากับเหมาทั้งคัน (ต่อคันสามารถโดยสารได้ไม่เกิน 12 คน) ราคาจะอยู่ที่ 1,200 – 1,500 บาทต่อคัน ที่ผมอยากจะแนะนำก็คือ ถ้ามาในช่วงเทศกาลให้จองที่พักล่วงหน้า แล้วสอบถามทางที่พักนั้นว่ามีบริการรับส่งขึ้นลงภูหรือไม่ ส่วนมากจะมีแล้วราคาก็ประหยัดกว่าที่จะต้องเหมารถจากด้านล่างขึ้นภูมาก แทบจะเรียกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว


“ภูชี้ฟ้า” หรือ “ดอยชี้ฟ้า” (ตามคำเรียกของคนเหนือ) นั้นเป็นส่วนหนึ่งของดอยผาหม่น อยู่ห่างจากดอยผาตั้ง 25 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นยอดเขาแหลมชี้ขึ้นไปบนฟ้า สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 กิโลเมตร บนยอดภูมีทุ่งหญ้ากว่าประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร โดยมีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นเข้าไปในฝั่งประเทศลาว สามารถมองเห็นหมู่บ้านที่อยู่ประเทศลาวที่ชื่อ "เชียงตอน" ได้




ส่วนการเดินทางขึ้นไปดูทะเลหมอกที่ภูชี้ฟ้านั้นควรจะเริ่มออกเดินทางจากที่พัก (ถ้าพักบนภูชี้ฟ้า) ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นคือราวๆ 6 โมงเพราะทางที่จะขึ้นไปบนภูนั้นไม่มีทางรถมีแต่ทางเดินสูงชันยาวร่วม 800 เมตร ทว่าเมื่อไปถึงแล้วทะเลหมอกยามพระอาทิตย์ขึ้นก็ทำให้ความเหนื่อยล้าหายเป็นปลิดทิ้งได้ (ขนาดผมไปช่วงปลายฝนต้นหนาวแท้ๆ ยังหนาวเย็นและมีทะเลหมอกแลดูสวยงามแล้ว คิดดูว่าถ้ามาหน้าหนาวจะหนาวเย็นและสวยงามขนาดไหน)


บนภูชี้ฟ้านั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมาย ประมาณว่าเที่ยววันเดียวเฉพาะบนภูชี้ฟ้านี้ไม่หมดแน่ และถ้าหากมาในช่วงปีใหม่ยังจะได้ชมงานปีใหม่ ที่ชาวม้งจะแต่งตัวด้วยชุดประจำเผ่าม้งครบถ้วนทั้งหญิงและชาย จุดเด่นของงานอยู่ที่การโยนลูกช่วงหรือลูกหินระหว่างหนุ่ม – สาว




ดั่งจะเห็นได้ว่าเวียงแก่นนี้ แม้จะที่มีเนื้อที่ไม่ใหญ่นักประมาณ 526 ตารางกิโลเมตร ทว่ากลับประกอบไปด้วยชนชาติหลากหลายเผ่าพันธุ์ ที่สำคัญยังมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่สวยงามอย่างที่ผมกล่าวไว้แต่ต้น ถ้าจะให้กล่าวอย่างไม่เกินความจริงก็ได้ว่า เอาเฉพาะเที่ยวไปตามแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอเวียงแก่นอย่างเดียว 5 วันก็เที่ยวไม่ครบทุกที่แล้ว


ก่อนจะจบการเดินทางเที่ยวนี้นั้น ผมขอฝากบางอย่างไว้ด้วยว่า การท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องเรียนรู้แน่นอนก็คือประวัติศาสตร์ของสถานที่นั้นๆ แต่ที่ลืมไม่ได้ก็คือการเคารพซึ่งวิถีแห่งชนท้องถิ่นและธรรมชาติด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้คือหัวใจหลักของนักท่องเที่ยวทุกคนพึ่งมี.



อ่านนิยายชุดดวงใจมาเฟีย


“บ้านนักเขียน” ยินดีเป็นส่วนหนึ่งของนักเขียนและนักอ่านทุกท่าน หากถ้าหากนักเขียน นักอ่าน สำนักพิมพ์มีความประสงค์ที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์งานเขียน ข่าวคราวเกี่ยวกับหนังสือของตนเองหรือของผู้อื่น กรุณาส่งรีวิว ไฟล์ภาพ และรายละเอียดหนังสือหรือข่าวที่จะให้ประชาสัมพันธ์นั้นๆ มาที่ “บ้านนักเขียน” หรือที่ admin@bannakkhian.com  และอย่าลืมแวะเข้าไปเยี่ยมกันที่ “บ้านนักเขียน” กันบ้างนะครับ ใครต้องการเขียนเรื่องสั้น นิยาย บทกวี ฯลฯ ทาง “บ้านนักเขียน” ได้เปิดพื้นที่ให้นักเขียน นักอยากเขียนทุกท่านได้โชว์ผลงานผ่าน “บอร์ดนักเขียน” ไม่แน่หากผลงานของท่านเข้าตาบรรณาธิการสำนักพิมพ์ วงวรรณกรรมก็อาจจะมีนักเขียนดีผลงานเด่นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนก็ได้ ขอบคุณครับ.

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

เลียบแม่น้ำโขง สู่เวียงแก่น ขึ้นภูดูทะเลหมอก 1.


แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า เรื่องและภาพ
*ยกเว้นภาพช่องเขาขาดถ่ายโดย นพรัตน์ ละมุล
ตีพิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพธุรกิจ ฉบับเสาร์สวัสดี




เคยคิดไหมว่าในอำเภอหรือตำบลที่เราอยู่นั้นมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายเท่าใด? ใครหลายคนอาจไม่เคยรู้ หรือรู้แล้วแต่ไม่อยากไปเพราะเหตุแห่งความใกล้ตัว ดั่งถ้อยสุภาษิตโบราณว่า “ใกล้เกลือกินด่าง”


เมื่อช่วงปลายฝนต้นหนาวที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ซึ่งเมื่อพูดถึงชื่ออำเภอใครหลายคนอาจไม่รู้จัก ทว่าเมื่อพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอนั้นขึ้นมา ทุกคนจะต้องร้องว่า “อ๋อ...รู้จักขึ้นมาเลยทันที” อำเภอที่ผมว่านั้นชื่อ “เวียงแก่น” และแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คือ “ผาตั้ง - ภูชี้ฟ้า” นั่นเอง


ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยว ถ้ามีโอกาสหรือมีใครชวนหากมิได้ติดพันธะกิจใด ผมจะไม่ขัดสักครั้ง และสิ่งแรกก่อนที่ผมจะทำก่อนออกเดินทางทุกครั้งก็คือการเสาะหาข้อมูลสถานที่ที่ผมจะไปนั่นก็เพราะ ผมจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองและวิถีวัฒนธรรมของชนท้องถิ่น ตลอดจนถึงการศึกษาเส้นทางการเดินทางในสถานที่ที่ไปจะได้ไม่ต้องติดอุปสรรค์เพียงแค่เหตุว่า เราทำการบ้านมาน้อย
ฉะนั้นด้วยเหตุที่ผมกล่าวมาผมว่าเราลองมาทำความรู้จักเวียงแก่นก่อนกันดีไหม?




“ดงเวียนแก่น” หรือ “เวียงแก่น” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงรายห่างจากกรุงเทพฯ เป็นระยะทาง 805 กิโลเมตร ทิศเหนือและทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ทิศใต้ติดกับอำเภอเทิง ทิศตะวันตกติดกับอำเภอขุนตานและเชียงของมีแม่น้ำสายหลักคือแม่น้ำงาว ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่ตำบลม่วงยาย


ทางด้านวิถีชนท้องถิ่นนั้นประกอบไปด้วยชาวเผ่าต่างๆ เช่นเผ่าคนเมือง คนลาว เผ่าขมุ เผ่าไทลื้อ เผ่าม้ง เผ่าเย้า เผ่าจีนฮ่อ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมือง (ไทยเหนือ) ใช้ภาษาคำเมือง นอกจากนั้นมีภาษาไทลื้อ , ม้ง ,เย้า,ลาว,จีนฮ่อ,ขมุ การแต่งกายของคนพื้นเมืองแต่งกายด้วยเสื้อหม้อฮ่อมและตามสมัยนิยม ส่วนชนเผ่าอื่นมีชุดประจำเผ่า แม้ในปัจจุบันจะได้รับวัฒนธรรมการแต่งกายจากคนพื้นราบ แต่ก็ยังคงมีการแต่งกายตามชุดประจำเผ่าของตนเองในกลุ่มผู้สูงอายุและตามงานประเพณีต่าง ๆ




เวียงแก่นนั้นในอดีตเคยเป็น “เมืองเวียงแก่น” มีอายุราว 700 ปี ประมาณสมัยสุโขทัยและเชียงราย ในอดีตมี “เจ้าหลวงเวียงแก่น” เป็นเจ้าผู้ปกครองเมือง มีพระชายาชื่อ “เจ้าแม่แว่นเตียม” และโอรสชื่อ “เจ้าองค์ดำ” ทว่าต่อมาเกิดมีการสู้รบกับพ่อขุนเม็งรายมหาราช และจากการสู้รบในครั้งนั้นทำให้เจ้าหลวงเมืองเวียงแก่นถึงกับสิ้นพระชนม์ในสนามรบไปด้วย ส่งผลให้เมืองเวียงแก่นถูกทิ้งร้างอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งปี พ.ศ.2538 กิ่งอำเภอเวียงแก่นก็ถูกยกฐานนะเป็นอำเภอ มีคำขวัญประจำอำเภอว่า “เจ้าหลวงเวียงแก่น ชายแดนไทยลาว น้ำงาวพราวใส ผาไดเด่นดัง ผาตั้งเด่นนาน ส้มโอหวานทองดี”


เมืองเวียงแก่นเป็นอำเภอหนึ่งที่นับได้ว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกตาดหมอก น้ำตกทรายทอง ถ้ำพระยาแล ถ้ำห้วยจ้อ ถ้ำห้วยหิน ถ้ำผาบู่ ถ้ำผาช่องไทรโบราณสถานดงเวียงแก่น แก่งผาได และที่เป็นที่ขึ้นชื่อที่นักเดินทางทุกคนจะพลาดไม่ได้นั้นก็คือ ผาตั้ง และภูชี้ฟ้า



การเดินทางมาเยือนเมืองเวียนแก่นนั้นก็ไม่ยากเเท่าใดนัก จากตัวเมืองเชียงรายใช้เส้นทาง เชียงราย-เวียงชัย-พญาเม็งราย-บ้านต้า (ทางหลวงหมายเลข 1233, 1173, 1152) ประมาณ 50 กม. บ้านต้า-บ้านท่าเจริญ (ทางหลวง 1020) ประมาณ 45 กม.บ้านท่าเจริญ-เวียงแก่น-ปางหัด (ทางหลวง 1155) 17 กม. รวมระยะทางประมาณ 100 กว่ากิโลเมตร แต่ถ้ามิได้นำรถส่วนตัวมาก็จะมีรถออจากท่ารถ บขส. เชียงรายถึงทางขึ้นผาตั้งและภูชี้ฟ้าเลย


การเดินทางของผมในเที่ยวนี้นั้นค่อนข้างสะดวกตรงที่ว่า มีพาหนะไปเองจึงสามารถแวะพักตามจุดชมวิวข้างทางได้สะดวก เมื่อสัมภาระพร้อมคนพร้อมพวกเราสามหนุ่มก็ออกเดินทางกัน ผมคงต้องบอกก่อนว่า ผมไม่ได้ออกเดินทางจากเชียงรายโดยตรงหรอก หากแต่ออกเดินทางจากตัวอำเภอเชียงของ อำเภอเล็กๆ ที่น่าอยู่ริมฝั่งโขงจังหวัดเชียงราย แต่ถ้าใครออกเดินทางมาจากจังหวัดเชียงรายก็จะผ่านจุดต่างๆ ที่ผมกำลังจะกล่าวถึงด้วยเช่นกัน


นั่งรถมาตามทางเลียบแม่น้ำโขงเรื่อยๆ ช่วงประมาณอำเภอศรีดอนชัยทางซ้ายมือจะเห็นป้ายเล็กๆ เขียนไว้ว่า “ธาตุยายม่อน” ซึ่งเป็นจุดแรกที่น่าแวะพัก เพราะนอกจากเราจะได้ชมธรรมชาติริมโขงซึ่งมีประเทศลาวอยู่ฟากตรงข้ามแล้ว ทางด้านบนของเนินมี “ธาตุยายม่อน” ซึ่งว่ากันว่าด้านล่างนั้นมี “วังพญานาค” อยู่


“ธาตุยายม่อน” ณ ปัจจุบันนี้ไม่มีให้เห็นตัวของเจดีย์พระธาตุแล้ว คงเหลือให้เห็นก็แต่เศษซากบ้าง โดยที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็จะเป็นเศียรของพระพุทธรูปครึ่งท่อนล่างตั้งวางอยู่ และใกล้ๆ กันนั้นจะมีแอ่งขนาดกว่างซัก 4 เมตร ตรงแอ่งที่ว่านี้เองที่ว่ากันว่าเป็น “วังพญานาค”


เมื่อออกจากธาตุยายม่อนไปตามทางเรื่อยๆ ทางซ้ายมืออีกเช่นกันจะมี “ศาลเจ้านาคราช นาคา-นาคี” ผู้ใช้รถเดินทางเมื่อผ่านศาลแห่งนี้ก็จะบีบแตรรถ นัยว่าเพื่อแสดงความเคารพ จากศาลเจ้านาคา - นาคี ไปไม่ไกลนักจะมีจุดแวะชมวิว “บ้านห้วยเอียด” จุดชมวิวตรงนี้มีอาหารและที่จอดรถไว้บริการ หากว่าใครไม่ได้เร่งรีบก็ลองแวะพักชมวิวริมฝั่งแม่น้ำโขงตรงนี้ก็ดีไม่น้อย พอสุขจิตอิ่มใจกับธรรมชาติแล้วค่อยเดินทางต่อ


เดินทางต่อจากจุดชมวิวบ้านห้วยเอียดอีกราวสามสิบนาที เราก็จะเข้าสู่อำเภอเมืองเวียงแก่น แหล่งท่องเที่ยวต่อไปที่เราจะไปชมกันก็คือ “แก่งผาได”




แก่งผาไดนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองเวียงแก่นประมาณ 12 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในตำบลม่วงยาย อย่างที่ผมบอกไว้แต่แรกแล้วว่า คำขวัญของอำเภอเวียงแก่นนั้นมี “ส้มโอหวานทองดี” อยู่ด้วย ฉะนั้นตลอดสองข้างทางที่เดินทางเข้าสู่แก่งผาไดนั้น จะเห็นไร่ส้มโอพันธุ์ทองดีที่ชาวบ้านปลูกอยู่เต็มไปหมดทั้งซ้ายขวา ถ้าใครสนใจอยากรู้ว่าส้มโอที่นี่รสชาติอร่อยสมคำเล่าลือหรือไม่ ก็ลองแวะซื้อจากชาวบ้านได้ในราคาไม่แพง


ที่แก่งผาไดนี้ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีบรรยากาศร่มเย็นเงียบสงบน่าแวะพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีร้านอาหารติดริมแม่น้ำโขงไว้บริการอีกด้วย ซึ่งอาหารที่บรรดานักชิมและนักท่องเที่ยวไม่น่าพลาดก็คือ อาหารที่มีปลาเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็นปลาแค้ลวกจิ้ม ต้มยำปลา ลาบปลา แน่นอนปลาของที่นี้เป็นปลาสดๆ จากแม่น้ำโขงทุกจาน


สายน้ำโขงตรงแก่งผาไดนี้ ถือว่าเป็นจุดสุดท้ายของแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านประเทศไทยก่อนจะเข้าสู่ประเทศลาว และจะวกกลับเข้ามาฝั่งไทยอีกครั้งที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ในระยะช่วงฤดูแล้ง ราวเดือนมกราคม – กรกฎาคม บริเวณแม่น้ำโขงช่วงตรงนี้จะมีเกาะแก่งหินปรากฏให้เห็นมากมาย.



"บ้านนักเขียน" ยินดีเป็นส่วนหนึ่งของนักเขียนและนักอ่านทุกท่าน หากถ้าหากนักเขียน นักอ่าน สำนักพิมพ์มีความประสงค์ที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์งานเขียน ข่าวคราวเกี่ยวกับหนังสือของตนเองหรือของผู้อื่น กรุณาส่งรีวิว ไฟล์ภาพ และรายละเอียดหนังสือหรือข่าวที่จะให้ประชาสัมพันธ์นั้นๆ มาที่ "บ้านนักเขียน" หรือที่ admin@bannakkhian.com  และอย่าลืมแวะเข้าไปเยี่ยมกันที่ "บ้านนักเขียน" กันบ้างนะครับ ใครต้องการเขียนเรื่องสั้น นิยาย บทกวี ฯลฯ ทาง "บ้านนักเขียน" ได้เปิดพื้นที่ให้นักเขียน นักอยากเขียนทุกท่านได้โชว์ผลงานผ่าน "บอร์ดนักเขียน" ไม่แน่หากผลงานของท่านเข้าตาบรรณาธิการสำนักพิมพ์ วงวรรณกรรมก็อาจจะมีนักเขียนดีผลงานเด่นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนก็ได้ ขอบคุณครับ.

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

เชียงของประตูสู่อินโดจีน




อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งแม่น้ำโขง” และยังเป็นอีกหนึ่งอำเภอ
ในประเทศไทยที่มีอาณาเขตติดกับประเทศลาว (สปป.ลาว) อดีตเป็นเมืองที่ไม่น่าสนใจเท่าใดนัก หากแต่ปัจจุบันเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเป็นอันดับต้นๆ ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางข้ามไปยังแขวงบ่อแก้วประเทศลาว (สปป.ลาว) ทว่าอำเภอเชียงของไม่เพียงแต่เป็นทางผ่านเท่านั้น อำเภอแห่งนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกมากมายเช่น


วัดพระแก้วและวัดหลวงเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองซึ่งเป็นวัดที่เคารพศรัทธาของคนเมืองเชียงของ (คำว่า "ของ" แปลว่าโขง) สร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งตำนาน “ตำมิละ” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ลัวะ” ผ่านยุคสมัยต่างๆ มากมากมายล่วงจนถึง “ขรรัฐ” ก่อนจะเป็นเชียงของในปัจจุบัน


วัดแห่งนี้นั้นเดิมเคยเป็นที่ประทับของพระแก้มรกต ซึ่งชื่อของวัดก็มีความสัมพันกับเรื่องเล่าของลูกแก้วที่ลอยข้ามไปมาระหว่างสองประเทศ ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ หรือประมาณเดือนธันวาคม (นับตามแบบล้านนาเมืองเชียงของ) ทางวัดจะจัดให้มีงานสรงน้ำพระธาตุ




บ้านหาดบ้ายหาด-ทรายทองเป็นที่อยู่ของหมู่บ้านชาวไทลื้อ ซึ่งที่นี่นอกจากจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของประชาชนท้องถิ่นแล้ว ยังสามารถเลือกซื้อผ้าทอที่ขึ้นชื่อของประเทศเรียกว่าผ้าทอไทลื้อ ซึ่งมีความสวยงามและดำรงเอกลักษณ์เป็นของตนเอง นอกจากจะได้เลือกซื้อผ้าสวยๆ แล้วยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนริมน้ำทั้งสองฝั่งโดยการนั่งเรือชม ซึ่งตลอดเส้นทางการเดินเรือนั้นจะเห็นความงามทางธรรมชาติ ทั้งเกาะแก่งน้อยใหญ่ตั้งอยู่เรียงราย เกาะแก่งต่างๆ เหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของปลานานาชนิดและยังเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านทั้งสองฝั่งอีกด้วย


เมืองเชียงของนอกจากจะมีแม่น้ำโขงกว้างใหญ่เป็นฉากที่สร้างความประทับใจแด่ผู้มาเยือนแล้ว พระเอกอีกสิ่งหนึ่งที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้นั้นก็คือ “ปลาบึก” ทุกปีช่วงเดือน เมษายน – พฤษภาคม จะมีเทศกาลการจัดปลาบึกที่บ้านห้วยไคร้ ตั้งอยู่ที่หม่ 12 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ แต่เดิมปลาบึกนี้เป็นปลาที่ชาวบ้านจับขึ้นมาเป็นอาหารทั่วไป ทว่าเมื่อมีกระแสการท่องเที่ยวเข้ามา ปลาบึกจึงถูกจับนำมาขายแด่นักท่องเที่ยวและร้านอาหารมากมาย ทำให้ปลาบึกเริ่มจะสูญพันธุ์ลงไป ต่อมาทางชมรมปลาบึกจึงได้จัดให้มีการจับปลาบึกเฉพาะในช่วงเวลาที่ได้กล่าวไปแล้ว โดยก่อนจะจับปลาบึกนั้นจะมีพิธีเซ่นไหว้ผีหลวงหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า เทพเจ้าปลาบึก ซึ่งเป็นพิธีแต่เก่าก่อน ต่อมาจึงเป็นงานบวงสรวงที่ใหญ่โตโดยขึ้นทุกปี


แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ปลาบึกที่เคยจับได้นั้นกลับไม่เคยโผล่ให้เห็น หรือมีให้เห็นก็น้อยมาก จากสัตว์ที่ถูกล่าเพื่อนำมาเป็นอาหารปัจจุบันกลายเป็นสัตว์ที่ชาวเชียงของอนุรักษ์และหวงแหนอย่างยิ่ง.